Black Ribbon

วิรไท สันติประภพ ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในโลก VUCA

จาก https://www.the101.world/thoughts/veerathai-santiprabhob/

ปกป้อง จันวิทย์ เรื่อง, ธนาคารแห่งประเทศไทย ภาพ

“โลกของเรามีลักษณะที่เรียกว่า “VUCA” มากขึ้น โดย V – Volatility คือความผันผวนสูง, U – Uncertainty คือความไม่แน่นอนสูง, C – Complexity คือความซับซ้อนที่มากขึ้นเรื่อยๆ และ A – Ambiguity คือความคลุมเครือ ไม่สามารถคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน”

02 Jun 2017 0 comment
(0 votes)
 
วิรไท สันติประภพ  ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในโลก VUCA

วิรไท สันติประภพ รับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 23 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ขณะอายุย่างเข้าปีที่ 46 นับเป็นผู้ว่าการฯ ที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง รองจาก พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย (43 ปี) ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (43 ปี) และเสนาะ อูนากูล (44 ปี)

กว่าจะถึงวังบางขุนพรหม วิรไทผ่านประสบการณ์ทำงานมาหลากหลาย ตั้งแต่ นักเศรษฐศาสตร์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หลังจากสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในวัย 24 ปี, ผู้อำนวยการร่วม สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2540, ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และที่ปรึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

วิรไทก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ

อะไรคือความท้าทายในการบริหารเศรษฐกิจไทย

รัฐไทย ธุรกิจไทย และคนไทยต้องปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อย่างไร

และบทบาทของ ธปท. อยู่ตรงไหน

วิรไท สันติประภพ ตอบคำถาม ปกป้อง จันวิทย์ บรรณาธิการ The101.world เรื่องเศรษฐกิจไทยในโลก VUCA

 

หลายคนบอกว่าเรากำลังอยู่ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4  เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงใหญ่อย่างไร และจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างไร

เรามักจะยุ่งอยู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน จนอาจมองไม่เห็นว่าใน “ภาพใหญ่” กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญอะไรบ้างในโลกใบนี้ สำหรับ ธปท. คิดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 – 3 เรื่องในระบบเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

เรื่องแรก คือ มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตในหลายภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น 3D printing ขณะเดียวกันจะเกิดระบบเศรษฐกิจใหม่ เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน (Sharing Economy)” อย่างกรณีบริการรถโดยสาร UBER บริการสำรองห้องพัก Airbnb ที่เปลี่ยนห้องว่างที่บ้านเป็นโรงแรม หรือ Cloud Computing ที่คนสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของ สามารถเก็บข้อมูลบนระบบเก็บข้อมูลกลาง โดยไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ใน Hard Disk ของตัวเอง และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนส่งผลให้บริบทในการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก

เรื่องที่สอง คือ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้เกิด “รอยเท้าดิจิทัล” หรือ Digital Footprint ซึ่งเพิ่มจำนวนและความสำคัญมากขึ้น โดยเทคโนโลยียุคใหม่จะบันทึกข้อมูลพฤติกรรมทุกอย่างที่เกิดในโลกดิจิทัลของแต่ละบุคคล เป็นข้อมูลจำนวนมหาศาล อันนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Big Data” ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง หรือวางแผนการตลาดเพื่อตอบโจทย์ของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มหรือรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญ คือ สามารถใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาประเทศได้อย่างตรงประเด็น หน่วยงานภาครัฐสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ตรงปัญหาของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ต่างจากเดิมที่เราอาจจะมีเพียงข้อมูลสถิติ และต้องออกมาตรการแบบเหวี่ยงแห ถ้าเราไม่ลงทุนวางระบบการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จาก Big Data แล้ว จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจจะเสียเปรียบคนอื่นที่พร้อมกว่าได้โดยง่าย

เรื่องที่สาม คือ อิทธิพลของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในอนาคตจะทำให้พรมแดนประเทศมีความสำคัญลดลง อาจเรียกได้ว่าแทบไม่มีพรมแดน เกิดความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจและธุรกิจข้ามประเทศที่เข้มข้นมากขึ้น นำไปสู่บริการต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มจะให้บริการข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่สามารถขายสินค้าและบริการไปได้ทั่วโลก ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดรอบบ้านเราแบบเดิม หรือธุรกิจชำระเงิน ที่ผู้ให้บริการชำระเงินที่คนในประเทศใดประเทศหนึ่งนิยมใช้ อาจจะตั้งอยู่นอกประเทศ

นอกจากนี้ เทคโนโลยียุคใหม่ยังทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ มุมหนึ่งของโลก สามารถส่งผลกระทบไปสู่อีกมุมหนึ่งของโลกได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เราเห็นได้ชัดจากตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ที่ตอบสนองเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในเสี้ยววินาที เทคโนโลยีที่จะทำให้วิถีชีวิตในโลกเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากขึ้นจะทำให้หลัก “Economy of Scale” หรือ การประหยัดต่อขนาด ลดความสำคัญลง และ “Economy of Speed” หรือ การชนะกันด้วยความรวดเร็ว จะมีความสำคัญมากขึ้น

 

ฟังดูก็เห็นโอกาสหลายอย่าง แต่สิ่งที่มาพร้อมกับโอกาส คือความผันผวนไม่แน่นอน เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวในโลกแห่งความผันผวนไม่แน่นอนอย่างไร อะไรคือความท้าทายสำหรับประเทศไทย ธุรกิจไทย และคนไทย

โลกของเรามีลักษณะที่เรียกว่า “VUCA” มากขึ้น โดย V – Volatility คือความผันผวนสูง, U – Uncertainty คือความไม่แน่นอนสูง, C – Complexity คือความซับซ้อนที่มากขึ้นเรื่อยๆ และ A – Ambiguity คือความคลุมเครือ ไม่สามารถคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งจากสาเหตุทางด้านเทคโนโลยี การเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ภาวะโลกร้อน จะทำให้โลก VUCA เป็นโลกที่ทุกคนต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้

สำหรับประเทศไทย นอกจากเราจะต้องเผชิญกับโลก VUCA แล้ว ผมคิดว่า ยังมีความท้าทายอีก 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกเป็นปัญหาที่เห็นต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คือ ความเหลื่อมล้ำที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง ส่วนเรื่องที่สองเป็นปัญหาที่ประเทศไทยจะเผชิญรุนแรงขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า คือ สังคมผู้สูงอายุ ในอนาคต ประเทศไทยจะมีแรงงานสูงอายุมากขึ้น นั่นแปลว่า ประสิทธิภาพและผลิตภาพของแรงงานไทยจะลดลง ดังนั้น โอกาสที่จะอาศัยแรงงานเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตก็ย่อมลดน้อยลง นอกเสียจากว่า เราจะต้องหันไปพึ่งแรงงานต่างชาติ

แล้วประเทศไทย ธุรกิจไทย และคนไทย ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องใด เพื่อจะตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้

ผมคิดถึง 3 คำหลัก คำแรกคือ “ผลิตภาพ” (productivity) เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ทุกปัจจัยการผลิตและทุกแรงงานที่ใส่เข้าไป (input) ในอนาคต ต้องทำให้ได้ผลิตภาพ หรือได้ผลผลิต (output) ออกมามีมูลค่ามากขึ้นกว่าเดิม โดยใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลง เมื่อต้นทุนการทำธุรกิจในประเทศไทยถูกลง คนไทยจึงจะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

คำที่สอง “ภูมิคุ้มกัน” เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะในโลกจะผันผวนมากขึ้นและรุนแรงขึ้น เราจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นชิน และเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าที่เคยคาดไว้ ฉะนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันจึงเป็นเรื่องสำคัญทั้งระดับประเทศ ระดับธุรกิจ และระดับครัวเรือน

และคำที่สามคือ “ความเท่าเทียม” เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราไม่บริหารจัดการให้ดี จะกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ และเป็นจุดเปราะบางที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย การที่เราจะแก้ปัญหานี้ได้ เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความเท่าเทียมในระดับต่างๆ ที่สำคัญที่สุด คือ ความเท่าเทียมในเรื่องของโอกาส

ดังนั้น ในภาพใหญ่ ผมคิดว่ามีทิศทางสำคัญอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ (1) การเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งตรงนี้เกี่ยวข้องมากกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ดังนั้น กฎเกณฑ์กติกาที่เป็นอุปสรรคของการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ต้องได้รับการแก้ไข (2) การสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และ (3) การให้ความสำคัญกับการสร้างความเท่าเทียมในสังคมไทย โดยเฉพาะความเท่าเทียมด้านโอกาส รวมถึงต้องช่วยกันระวังไม่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีขนาดใหญ่มากขึ้นด้วย

 

“ประเทศไทย ธุรกิจไทย และคนไทย ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ การสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยง และการสร้างความเท่าเทียมในสังคมไทย”

ทั้ง 3 เรื่องถือเป็นโจทย์ใหญ่และยาก อะไรคือนโยบายสาธารณะที่เป็นรูปธรรมในการเพิ่มผลิตภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างความเท่าเทียมให้แก่สังคมเศรษฐกิจไทย

ต้องเริ่มต้นจากการตระหนักร่วมกันถึงปัญหาที่เราต้องเผชิญ และเห็นร่วมกันว่า 3 เรื่องนี้เป็นทิศทางสำคัญ จากนั้นทุกองค์กรต้องดำเนินการตามพันธกิจและความรับผิดชอบของแต่ละองค์กร มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับ ธปท. ด้านการเพิ่มผลิตภาพ มีหลายเรื่องที่ต้องทำ โดยเฉพาะการลดอุปสรรคต่างๆ และการเปิดรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะมาช่วยยกระดับผลิตภาพของระบบการเงินไทย ซึ่งอยู่ภายใต้พันธกิจสำคัญของ ธปท. เรื่องหนึ่งที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ คือการใช้ “ฟินเทค” (FinTech) หรือเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะวันนี้ ต้นทุนบริการทางการเงินของไทยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ เรายังใช้เงินสดและธุรกรรมการเงินที่อิงกับกระดาษค่อนข้างมาก ถ้าเราสามารถลดต้นทุนการใช้กระดาษ เปลี่ยนมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนของทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนของสถาบันการเงิน หรือต้นทุนของภาคธุรกิจ แต่รวมถึงต้นทุนของประชาชนด้วย

ตัวอย่างที่เรากำลังผลักดันอยู่ เช่น การส่งเสริมการใช้ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (National e-Payment) “พร้อมเพย์” (Prompt Pay) การส่งเสริมการใช้บัตรเดบิต หรือการส่งเสริม Digital Banking เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนบริการทางการเงินถูกลง และจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ด้วย อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเพิ่มผลิตภาพ

บทบาทของ ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแล ต้องมาทบทวนกฎเกณฑ์กติกาของเราว่า สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันและอนาคตหรือไม่ ดังนั้น งานสำคัญอีกด้านของ ธปท. ก็คือ การปรับกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับบริบทของอนาคต ทั้งรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ การส่งเสริมนวัตกรรม และการป้องกันความเสี่ยง

ด้านการสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่ธนาคารกลาง เพราะหน้าที่หลักของเราคือการรักษาเสถียรภาพ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับแรงปะทะใหม่ๆ ที่จะเข้ามากระทบเราได้ในโลก VUCA เราจึงต้องดูเรื่องโครงสร้างเงินทุนและการบริหารจัดการเงินของประเทศให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิด “ความไม่สมดุล” (Mismatch) ซึ่งเคยเป็นต้นตอของปัญหาวิกฤตการเงินหลายครั้งที่ผ่านมา เช่น การพึ่งพิงเงินตราต่างประเทศมากเกินไป

ในวันนี้ จะเห็นว่าระบบเศรษฐกิจไทยมี “กันชน” หลายอย่างที่เราได้พยายามทำมาโดยต่อเนื่อง เช่น เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับปริมาณหนี้ต่างประเทศ หรือการกำกับให้สถาบันการเงินมีระดับเงินกองทุนที่เหมาะสมและมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี เพื่อที่จะรองรับความเสี่ยงประเภทใหม่ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ความเสี่ยงด้านเครดิต ด้านตลาด จนถึงความเสี่ยงด้านไซเบอร์ (Cyber Security) เรื่องเหล่านี้เป็นตัวอย่างในด้านการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ

สุดท้ายคือ ด้านความเหลื่อมล้ำ ซึ่งถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เราจะทำอย่างไรให้คนไทยเข้าถึงและได้ประโยชน์จากบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่ถูก เป็นธรรม และตรงกับความต้องการ ตัวอย่างเช่น บริการพร้อมเพย์ ที่ประชาชนสามารถโอนเงินระหว่างกันได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าการโอนไม่ถึง 5,000 บาท บริการชำระเงินที่มีต้นทุนถูกและมีประสิทธิภาพสูง ถ้าสามารถไปต่อยอดกับธุรกรรมอีคอมเมิร์ซใหม่ๆ ได้ จะช่วยให้วิสาหกิจชุมชน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของประเทศ ก็สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่ถูกลงได้

นอกจากนี้ ธปท. เห็นว่า อีกภารกิจสำคัญ คือการส่งเสริมให้คนไทยมีทักษะในการวางแผนจัดการทางการเงิน หรือเรียกว่า “Financial Literacy” อย่างปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง เชื่อว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่เข้าใจเรื่องการบริหารจัดการทางการเงิน การส่งเสริม Financial Literacy จะช่วยให้เขาสามารถใช้ประโยชน์จากบริการทางการเงินประเภทต่างๆ ได้ ไม่เป็นโทษกับตัวเอง และขณะเดียวกันก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศได้ด้วย เพราะถ้าคนไทยยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง เวลาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมากระทบ จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเขาลดลง นำไปสู่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจทั้งในระดับเศรษฐกิจครัวเรือนและระดับประเทศ

 

“โจทย์ที่ยากสำหรับทุกประเทศ คือการหาจุดสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง กับการปรับโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจที่หวังผลในระยะยาว”

 

เท่าที่มองทิศทางการทำงานของฝ่ายต่างๆ ในเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือ ธปท. เองก็ตาม ในการจัดการปัญหาและรับมือความท้าทายทั้งหมดที่เราคุยกัน ที่ผ่านมา เราเดินมาถูกทางหรือไม่

ผมมองว่า กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่สำคัญคือ เกิดการตระหนักร่วมกันว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องปรับโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างเศรษฐกิจ และต้องเป็นการ “ปรับใหญ่”

แต่ก็มีอีกโจทย์ที่ยาก และไม่ใช่แค่โจทย์ของประเทศไทย แต่เป็นโจทย์สำหรับทุกประเทศ คือการหาจุดสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง กับการปรับโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจที่หวังผลในระยะยาว ซึ่งผมคิดว่า สองเรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน เพียงแต่บางเรื่องต้องให้น้ำหนักต่างกันในบางช่วงเวลา และถ้าเราตั้งโจทย์ให้ถูก ก็จะสามารถทำสองอย่างคู่ขนานกันไปได้

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญกับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว แต่ไม่ค่อยมีคนนึกถึง คือการแก้ไขกฎหมายหลายๆ เรื่อง เพื่อเป็นกรอบกฎเกณฑ์และกติกาสำหรับเศรษฐกิจและธุรกิจไทยในระยะยาว ทุกวันนี้ มีกฎหมายหลายฉบับที่แก้ไขไปแล้ว หรืออยู่ในระหว่างการแก้ไข เช่น กฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน โดยเฉพาะระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเป็นกฎหมายใหม่ที่เข้ามาทดแทนกฎกติกาที่เป็นเบี้ยหัวแตกกระจายอยู่ในหลายๆ หน่วยงานในเวลานี้ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ ไปพร้อมกับดูแลผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงกฎหมายที่ทำให้ตลาดทุนมีธรรมาภิบาลดีขึ้น กฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตที่อยู่ในระหว่างการแก้ไข

สำหรับการบริหารเศรษฐกิจมหภาค จะมีกฎหมายเกี่ยวกับวินัยทางการเงินและการคลัง เพื่อปิดช่องโหว่ในการใช้จ่ายและการทำนโยบายการคลังที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะนโยบายที่เรียกว่าเป็น “นโยบายปลายเปิด” คือไม่รู้ว่าต้นทุนของการดำเนินนโยบายจะเป็นเท่าไร และไม่มีแหล่งที่มาของเงินงบประมาณชัดเจน ซึ่งกฎหมายเหล่านี้จะอยู่กับเราไปอีกนาน โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่ามีกฎหมายลักษณะนี้ออกมาอีกหลายเรื่อง และกำลังจะออกมาอีก นี่ก็คือตัวอย่างของการดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้นควบคู่ไปกับการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

 

รัฐไทยมักมีวิธีคิดแบบเก่า ไม่ทันโลก ยิ่งทุกวันนี้อำนาจในการออกกฎหมายก็ยิ่งจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม ประชาชนมีส่วนร่วมน้อย การปฏิรูปกฎหมายหรือการปฏิรูปในเชิงสถาบันต่างๆ จะนำพาเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าได้จริงหรือ ภายใต้สภาพการเมืองดังที่เป็นอยู่

สำหรับ ธปท. เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเราไม่ใช่ผู้รู้ในทุกเรื่อง หลายเรื่องภาคเอกชนและภาควิชาการรู้ดีกว่าเรามาก ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญมากในเรื่องการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่เราแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับระบบการแลกเปลี่ยนเงิน มีคนจากอุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคการเงินเท่านั้น

แต่ละหน่วยงานคงจำเป็นต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป

 

“เราต้องใช้เวลาในการถกเถียงกันอย่างตรงไปตรงมา เปิดกว้างรับฟังความเห็นอย่างทั่วถึงว่า เป้าหมายสุดท้ายที่อยากเห็นคืออะไร … เราต้องเปิดเผยข้อมูล ทำให้โปร่งใส นี่คือหัวใจของนโยบายสาธารณะ เพราะความโปร่งใสจะนำไปสู่ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจของผู้มีส่วนได้เสีย”

 

ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ “governance” หรือระบบบริหารจัดการและการกำกับดูแลเป็นเรื่องสำคัญ อะไรเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบ governance ที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

governance หรือธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สิ่งสำคัญคือ stakeholder engagement กล่าวคือ ผู้มีส่วนได้เสียต้องมีส่วนร่วมหรือแสดงข้อคิดเห็นได้  ในโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น มุมมองที่ผู้กำกับดูแลคุ้นชินหรือเห็นว่าถูกต้องอาจจะเป็นมุมมองที่ไม่ทันสมัยหรือไม่ถูกต้องตามบริบทที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้น การมีส่วนรวมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การตั้งเป้าให้ถูก อะไรคือเป้าหมายที่เราต้องการให้เกิดขึ้น (intended outcomes) หลายครั้งเราใช้เวลาและพลังค่อนข้างมากในการแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะช่วยบรรเทาปัญหาลงได้ แต่บางทีกรอบใหญ่ต่างหากที่เป็นตัวปัญหา การแก้แค่ในรายละเอียดไม่สามารถทำให้เราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้

เราต้องใช้เวลาในการถกเถียงกันอย่างตรงไปตรงมา เปิดกว้างรับฟังความเห็นอย่างทั่วถึงว่า เป้าหมายสุดท้ายที่อยากเห็นคืออะไร ไม่ด่วนสรุปข้ามไปแก้ไขรายละเอียด เพราะอาจสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ได้

 

นอกจากการมีส่วนร่วมแล้ว ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะก็เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง governance ที่ดีใช่ไหม

ใช่ การมีส่วนร่วมไม่ใช่การรับฟังข้างเดียว ต้องรับฟังทั้งสองข้าง เราต้องเปิดเผยข้อมูล ทำให้โปร่งใส  นี่คือหัวใจของนโยบายสาธารณะ เพราะความโปร่งใสจะนำไปสู่ความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง  

 

จากวันแรกที่รับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จนถึงตอนนี้ก็ประมาณหนึ่งปีครึ่งกว่าๆ ประเมินการทำงานที่ผ่านมาอย่างไร และถ้ามองต่อไปข้างหน้า ภารกิจอะไรคือวาระที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

วาระของผู้ว่าการ ธปท. คือ 5 ปี ฉะนั้น ผมยังมีเวลาอีกเกือบ 3 ปีครึ่งที่จะทำหลายๆ เรื่องให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่เราสามารถทำได้ตามแผนที่ตั้งใจ เช่น ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ก็มีความคืบหน้าไปมาก บางเรื่องเราใช้เวลาค่อนข้างน้อยในการผลักดันให้เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย มีหลายเรื่องที่เราคิดว่าจำเป็นสำหรับการดูแลเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งเรื่องเหล่านี้คืบหน้าไปมากพอสมควร

ในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความผันผวนสูงมาก ทั้งจากเหตุการณ์ภายในและนอกประเทศ แต่เพราะระบบการเงินไทยสามารถรับแรงปะทะต่างๆ ได้ค่อนข้างดี เป็นเพราะอานิสงส์จากการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีมาตั้งแต่อดีต ในแต่ละช่วงเวลา ธปท. จะต้องปรับลำดับความสำคัญและมุมมองในการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องนโยบายการเงิน นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อให้เท่าทันกับความผันผวนที่เกิดขึ้น

ส่วนเรื่องที่เรากำลังทำภายใน ธปท. ก็มีหลายเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญมาก คือ การปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ ธปท. เป็นองค์กรที่วิ่งได้เร็วขึ้น และเป็นองค์กรที่เปิดใจ เปิดกว้าง รับฟังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำหน้าที่ธนาคารกลางที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะนอกจากโลกจะเปลี่ยนแปลงเร็วแล้ว ความสัมพันธ์ต่างๆ ยังซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ เราต้องพัฒนาเทคนิคหรือทักษะใหม่ๆ ที่ธนาคารกลางต้องมี เพื่อทำหน้าที่ธนาคารกลางในโลกยุคใหม่ เช่น การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) หรือเทคนิคในการดูความเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น ข้ามประเทศมากขึ้น เป็นต้น การจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องเริ่มต้นที่การปรับมุมมอง ปรับทัศนคติ และปรับวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้คน ธปท. สามารถทำหน้าที่ตอบโจทย์ใหญ่ขององค์กรได้ นั่นคือ การสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับสังคมไทย

 

อะไรเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดของเศรษฐกิจไทยใต้เศรษฐกิจโลก

คงไม่มีเรื่องอะไรที่น่าเป็นห่วงที่สุด อย่างที่เรียนว่าเราเป็นโลก VUCA เราต้องพร้อมตั้งรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เรามักวางแผนเตรียมไว้สำหรับจัดการเรื่องที่เป็นห่วง แต่ในโลก VUCA อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เราจึงต้องมีความคล่องตัวเพียงพอ มีกันชนเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์เช่นนั้นได้

 

เราจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยที่เปรียบเหมือนคนวัยกลางคน เข้มแข็ง พร้อมวิ่งไปข้างหน้า ทันกับเศรษฐกิจโลกที่วิ่งเร็วมาก

ก็ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา ทำเหมือนกับการดูแลสุขภาพ นั่นคือ ต้องออกกำลังกายมากขึ้น ต้องให้แน่ใจว่ากล้ามเนื้อของเราดี กระดูกของเราแข็งแรง ไม่มีปัญหาโรคเรื้อรังภายใน ถ้าจำเป็นก็ต้องได้รับอาหารเสริมเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง

เราจำเป็นต้องปรับวิถีชีวิต วิถีแบบเดิมที่คิดว่าสบายๆ ก็อาจจะไม่เท่าทันโลกใหม่ที่หมุนเร็วขึ้น

เมื่อสายพานหมุนเร็วขึ้น ประสิทธิภาพของเราก็ต้องสูงขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น ภูมิคุ้มกันของเราก็ต้องดี ไม่ใช่วิ่งไม่เท่าไรก็เหนื่อยหอบ และต้องไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่ว่าขาข้างหนึ่งดี แต่อีกข้างไม่มีแรง หรือวิ่งๆ ไปอวัยวะส่วนอื่นอาจจะเจ็บปวดขึ้นมา เราต้องเข้มแข็งทั่วทั้งร่างกาย 

 

สัมภาษณ์: วันที่ 23 มีนาคม 2560 เพื่อเผยแพร่ในคอลัมน์ Conversation with the Governor ของ BOT พระสยาม Magazine ฉบับที่ 2 เดือนมีนาคม-เมษายน 2560

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน สถาบันอุดมศึกษาเพื่อชีวิตและชุมชน เรียนรู้เพื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรี
และมีกินในท้องถิ่นตน สู่ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง

Top Tweets

ขอเชิญบำบัดโรคด้วยผึ้ง 23-24 มิ.ย. 2560 https://t.co/RQuwpICIuX
ศรป.สุโขทัย ได้จัดให้มีการเรียนรวม ภาคการศึกษาที่ 3/2559 ณ โรงแรมไพลินสุโขทัย มี นศ. และอาจารย์มาเข้าร่วมกิจกรรม 24… https://t.co/yNz2CTETW8
นักศึกษา ม.ชีวิต ปากช่องร่วมกับหน่วยงานราชการ ปลูกหญ้าแฝกถวายในหลวง ร.๙ พร้อมประชาสัมพันธ์รับสมัครนักศึกษาใหม่ https://t.co/Vvy1c4hgpo

จดหมายข่าว ม.ชีวิต

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว!

  

  • เกษตรอินทรีย์ ม.ชีวิต

ติดต่อเรา

 สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน
เลขที่ 13/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบางคนที อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม 75120
034 757 452 - 9   แผนที่เดินทาง (google map)
 034 757 460

For using special positions

Special positions are: sticky_left, sticky_right, notice, tool_bottom. You can use them for any module type. For using this, please go to Module Manager and config your module to your desired position.

You can disable by:

  • Go to Administrator » Template Manager » Your_Template » Tab: Advanced » Use special positions » select: No for all special positions
  • Go to Administrator » Module magager » Your_Module(by postion: sticky_left/stickey_right/notice/tool_bottom) » Status: Unpublish for that module

For customize module in special position

The solution is using Module Class Suffix. You can customize button, module content follow Module Class Suffix

E.g. Module Class Suffix: bg-white @bullhorn then:
- Class of buttom is 'ico-bullhorn'. If without @... the default is 'icon-pushpin'
- Class of module is 'bg-white'

Template Settings

Color

For each color, the params below will give default values
Blue Brown Green Pink Violet
Layout Style
Select menu