Black Ribbon

โอวาทประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตร

โอวาท

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย

ประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตร

แก่ผู้สำเร็จการศึกษา สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

วันพฤหัสบดีที่  ๑๖  มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐

ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

(อุทยาน ร.๒) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

29 Mar 2017 0 comment
(0 votes)
 
โอวาทประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตร

ท่านนายกสภาและกรรมการสภาที่เคารพ ท่านผู้แทน ผู้หลักผู้ใหญ่ในมูลนิธิ สถาบันวิสาหกิจเพื่อปวงชน ท่านอธิการบดี ผู้บริหาร และคณาจารย์ ท่านผู้มีอุปถัมภ์ รวมทั้งท่านเมธาจารย์ แล้วก็ดุษฎีบัณฑิตทุกท่าน และที่สำคัญคือบัณฑิตทั้งปริญญาโทและตรี ที่ได้รับปริญญาบัตรในวันนี้ ก่อนอื่นก็ขอแสดงความยินดีในอุดมการณ์ ในหลักการ แล้วก็ในวิธีการบริหารจัดการของทุกภาคส่วน จนกระทั่งปรากฎผลงานมีบัณฑิตจบมากมาย รุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ ๓ ทำงานในชุมชน ในองค์กรเพื่อปวงชนอย่างแท้จริง

ในช่วง ๗๐ ปี ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีพระบรมราโชวาท แล้วก็มีกระแสรับสั่งไว้ในหลายๆโอกาส แล้วแต่ละองค์ก็มีความสำคัญทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ ก็คือ เมื่อ ๕๕ ปีที่แล้ว หลายคนยังไม่เกิด ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ก็รับสั่งไว้อย่างนี้ครับว่า ประเทศชาติจะเจริญหรือเสื่อม ขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนแต่ละคนเป็นสำคัญ ท่านไม่ได้รับสั่งว่าการศึกษาของเด็กและเยาวชนนะ ท่านรับสั่งว่าการศึกษาของประชาชนแต่ละคน ประชาชนแต่ละคนก็หมายความว่า ทั้งเด็ก ทั้งเยาวชน ทั้งผู้ใหญ่ แล้วจริงๆวันนี้ก็คือผู้สูงวัยด้วย ต้องการจัดการศึกษา ต้องใจกว้าง โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องระบบการศึกษา ต้องให้ครอบคลุมหมดเลย แล้วท่านรับสั่งว่าประเทศจะเจริญหรือเสื่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนแต่ละคนเป็นสำคัญ ในประเทศที่มีคนแก่มากก่อนเรา ยกตัวอย่างเช่น ในสแกนดิเนเวีย ในญี่ปุ่น ในอเมริกาเหนือเด็กเกิดน้อย ผู้ใหญ่มากขึ้น คนแก่มากขึ้น โดยเฉพาะคนแก่มาก โรงเรียนประถม ศูนย์เด็กเล็กที่เคยมีทั่วประเทศของเขา เด็กมันน้อย เขาต้องยุบ พอยุบประถม ต่อมาก็ยุบมัธยม ยุบอาชีวะ ยุบมหาวิทยาลัย ในญี่ปุ่นบางเมือง มหาวิทยาลัย ๔ แห่งรวมเหลือ ๒ แห่ง แล้วมหาวิทยาลัยปีหนึ่งเคยรับเด็กจบใหม่ จบ ม.ปลายใหม่ๆ อายุ ๑๘-๑๙ ตอนนี้รับผู้ใหญ่ รับผู้สูงวัย เข้าไปนั่งฟังก็ได้ ระบบต้องปรับเปลี่ยน แต่จริงๆ พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งไว้ตั้ง ๕๕ ปีแล้ว

สถาบันเรามีชื่อว่า สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ผมก็ไม่ทราบใครเป็นคนตั้ง ไม่ทราบอาจารย์เสรีหรือเปล่า คำว่าการเรียนรู้ เป็นกระบวนการเพื่อปวงชนเป็นเป้าหมาย เพราะฉะนั้น สถาบันนี้บอกไว้เสร็จเลย ว่าเราจะทำงาน เราจะจัดการศึกษา โดยเน้นที่การเรียนรู้ สภามหาวิทยาลัยก็เรียนรู้ อธิการและผู้บริหารก็เรียนรู้ อาจารย์ทุกสาขาก็เรียนรู้ และที่สำคัญคือนักศึกษาก็เรียนรู้ เรียนรู้ตามหลักสูตร แล้วก็จบอย่างวันนี้ ส่วนคำว่าเพื่อปวงชนนี้บอกไว้ชัดเจนแล้ว เรียนไปทำไม ที่จริง เรียนให้พวกเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีครอบครัวที่มั่นคง แต่เป้าหมายจริงๆแล้วก็คือ อยากให้พวกเราช่วยปวงชนด้วย เพราะฉะนั้น ชื่อไม่ได้บอกว่าสถาบันการเรียนรู้เพื่อกู สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ประเทศไทยอะไรก็ดี เสียอย่างเดียวชอบเพี้ยน เคยตั้งใจว่าจะผลิตอาชีวะ , ปวช., ปวส. ตอนหลังก็เพี้ยนเป็นปริญญาตรี ชอบเพี้ยน โรงเรียนสารพัดช่างเคยสอนพวก Non-Degree Program ตอนนี้ก็จะสอนปวช.,ปวส. คือไม่รู้เกิดอะไรขึ้นนะประเทศเรา มหาวิทยาลัยเล็กๆ ซึ่งควรจะเป็นมหาวิทยาลัยพัฒนาท้องถิ่น ก็ไปตั้งวิทยาเขตทั่วประเทศ ต้องดูวัตถุประสงค์ว่าตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร อย่างของที่นี่ ไม่ใช่ที่นี่เราตั้งเพื่อปวงชน เพราะฉะนั้นเราจึงมีวิทยาเขตไปทั่วหมดทั้งในเมือง ทั้งชายแดน ผู้ที่ขึ้นมารับก็เป็นคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ มีชาติพันธุ์ต่างๆ มีศาสนาต่างๆ แต่เป็นคนไทย ชื่อของปริญญาที่พวกท่านจบไปวันนี้ สะท้อนหลายอย่าง แต่ล้วนแล้วเพื่อประโยชน์ของปวงชนทั้งนั้นเลย

พวกเราจำได้ไหมว่า วันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๕๙ ปีที่แล้ว วันนั้น TV ถ่ายทอด มีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ๔ คน มีประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และประธานองคมนตรีก็อ่าน ใจความคือ รัชกาลที่ ๙ ท่านพระราชทานเมตตาไว้ให้คนไทยไว้ ๗๐ ปี ตอนนี้ท่านสิ้นพระชนม์ ขออัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็หันไปทางพระบรมฉายาลักษณ์ ของรัชกาลที่ ๙ แล้วก็ก้มพระองค์ลงไป ถวายบังคมเสร็จแล้วก็หันมาอ่าน TV ก็ถ่ายทอดไปทั่ว บอกทรงรับที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ แล้วก็บอกว่าเพื่อ ๒ อย่าง เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ก็ตรงพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๑๐ ว่าทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทยทั้งปวง ก็อยากจะฝากเป็นความภาคภูมิใจ ของบัณฑิตรุ่นนี้ว่า สถาบันของเรา ต้องการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกท่าน บัณฑิตทุกท่าน ครอบครัวของท่าน ชุมชนของท่าน แล้วก็ประเทศไทยโดยรวม เหมือนกับคำปฏิญาณตน ๔ ข้อ ที่ท่านเพิ่งพูดเสร็จ

ในข้อที่ ๑ ท่านบอกว่าท่านจะเทิดทูน สถาบันหลักๆของประเทศชาติ ซึ่งได้สร้างคุณูปการให้กับบ้านนี้เมืองนี้มา ๗-๘ ร้อยปี สถาบันชาติ ก็คือสถาบันประชาชนนั่นเอง ก็คือ สถาบันครอบครัว และสถาบันชุมชน สถาบันที่ ๒ คือสถาบันพระศาสนา บ้านเราก็มีศาสนา ๕ ศาสนา เป็นคนไทย มีอิสรภาพเต็มที่ จะนับถือศาสนาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่เพี้ยนนะ ใครที่ตีความศาสนาเพี้ยนนั้นไม่เอา ถ้าเป็นศาสนาพุทธก็ต้องพุทธจริงๆ เป็นศาสนาคริสต์ก็ต้องคริสต์จริงๆ เป็นศาสนาอิสลามก็ต้ออิสลามจริงๆ ศาสนาซิกข์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แล้วอีกอันหนึ่งที่ท่านพูด บอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย จะเทิดทูน ส่วนข้อ ๒ ท่านบอกว่าท่านจะเป็นพลเมืองดี  เป็นอย่างไร เป็นพลเมืองดี ต้องทำอะไรบ้าง ตอนเช้า ๘โมงเช้าต้องเคารพธงชาติเหรอ จึงจะเป็นพลเมืองดี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๗ เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว เดือนธันวาคม มีนิตยสารของมูลนิธิชัยพัฒนา ได้อัญเชิญพระราชกระแสของสมเด็จพระเทพฯลง สมเด็จพระเทพฯทรงอธิบายว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงยึดมั่นในหน้าที่ แล้วก็รับสั่งว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีหน้าที่อยู่ ๒ ประการ คือ ทรงเป็นพระเจ้าอยู่หัว และ ทรงเป็นพลเมืองดี ทรงเป็นพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพฯรับสั่งว่า ตั้งแต่โบราณ ใครเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระมหากษัตริย์ก็ต้องดูแลราษฎร

ส่วนข้อที่ ๒ ที่บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพลเมืองดี สมเด็จพระเทพฯให้นิยามพลเมืองดีว่า เห็นอะไรจะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ สั้นๆ ก็คือ เพื่อปวงชนนั่นเอง เหมือนชื่อสถาบันนี้ การเป็นพลเมืองดีไม่ยาก เห็นอะไรจะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ แต่ต้องฝึก ต้องฝึกตั้งแต่เด็กๆ ลูกหลานเรา ลูกศิษย์เรา ลูกน้องเรา เราต้องพยายาม ฝึกอย่างไรให้เขาเป็นพลเมืองดี

ข้อที่ ๓ ท่านบอกว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ถ้าไม่ฝึกทำไม่ได้หรอก ความเห็นแก่ตัวมันเยอะกว่า เพราะฉะนั้น ความเป็นพลเมืองดี ต้องฝึก และฝึกตั้งแต่เด็กๆยิ่งดีเลย และฝึกเป็นกลุ่มเด็กยิ่งดี อย่าให้ทำคนเดียว ทำคนเดียวก็ได้แต่ทำเป็นกลุ่มเลยยิ่งดี ทำเพื่อส่วนรวม แล้วเค้าจะคุ้นชินกับความรู้สึกนั้น แล้วเค้าจะไม่กล้าที่จะทำร้ายหรือทำลายส่วนรวม เขาจะไม่กล้า เขารู้สึกอาย รู้สึกไม่เคย พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ลูกพี่ สอนว่าให้ทำเพื่อส่วนรวมอันนี้คือความเป็นพลเมืองดี เมื่อปลายเดือนมกราคม องคมนตรีกลุ่มหนึ่งก็ได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๑๐ แล้วท่านก็ฝากการบ้านไว้หลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งคือเรื่องการศึกษา ท่านฝากว่า ท่านมีราชประสงค์จะให้การศึกษา สร้างเด็กและเยาวชนไทย ให้มีคุณลักษณะ ๔ ข้อด้วยกัน ที่จริงไม่ต่างกับที่ท่านปฏิญาณตนเอง

๑. ให้มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เหมือนกับที่บัณฑิตทุกท่านเปล่งวาจา แต่ปัญหาคือ เราทำหรือเปล่า ผู้ใหญ่ออกแบบการศึกษา ออกแบบการอบรม ให้ลูกหลานเรา ลูกศิษย์เรา ทำอย่างนั้นหรือเปล่า ให้เขาเห็นคุณค่าของบ้านเมืองนี้ ให้เขาเห็นคุณค่าของศาสนา สถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องกลับไปถามตัวเองว่า เราทำหรือเปล่า เพื่อจะฝึก เพราะไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายๆไม่มีขาย ไม่ใช่มีร้านหนึ่งบอกว่า ขายเรื่องรักชาติ ศานา พระมหากษัตริย์ ไปซื้อมากินแล้วก็ได้ ไม่ใช่ ต้องฝึก ฝึกตัวเราเองด้วย แล้วก็ฝึกลูกหลานด้วย ฝึกลูกน้องด้วย ฝึกเพื่อนบ้าน ช่วยกันในชุมชน

๒. รัชกาลที่ ๑๐ อยากเห็นเด็กไทยมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง โดยเฉพาะแยกถูกแยกผิดให้ได้ แล้วถ้าอะไรถูกต้องยึดมั่นในสิ่งถูก อะไรผิดต้องไม่ทำ ต้องปฏิเสธ อันนี้ผมว่า เป็นพระราชประสงค์ที่มีความหมายมากเหลือเกิน ในท่ามกลางกระแสคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นมากมายก่ายกอง ถ้าเราเริ่มต้น แยกถูกแยกผิด แล้วก็สอนลูกหลานเรา สอนลูกบ้านเรา สอนคนในที่ทำงานเราว่าต้องมาช่วยกัน

๓. รัชกาลที่ ๑๐ รับสั่งว่า การศึกษาทุกชนิด ทุกระดับ สุดท้ายต้องมุ่งว่าผู้เรียนจะต้องมีอาชีพ มีงานทำ พวกท่านอาจจะเห็นว่า อาชีวะ มีอาชีพแน่นอน อุดมศึกษามีอาชีพแน่นอน คราวนี้ประถม มัธยม ทำยังไง ทำได้ ถ้ากระทรวงศึกษาธิการรู้เรื่อง ครูใหญ่รู้เรื่อง ผมไปเจอโรงเรียนหนึ่งที่อุบลราชธานี อำเภอสิรินธร เป็นหมู่บ้านของชาวนาจนๆ ที่รวยหน่อยก็ปลูกยางพารา เข้าไปในโรงเรียน โรงเรียนนี้น่ารักมาก ร่มรื่น อาจารย์ใหญ่ นักเรียน วันเสาร์-อาทิตย์ มาโรงเรียนเองไม่ต้องบังคับ ในโรงเรียนทำนาขนานกับชาวบ้าน ปลูกยางขนานกับชาวบ้าน เด็ก ป.๑-ป.๓ ต้องรู้จักเรียนรู้กระบวนการทำนา เด็ก ป.๒ เขามาบอกให้เราฟังขั้นตอนการทำปุ๋ยทำยังไง แล้วถามว่าลูกเอาไปทำที่บ้านหรือเปล่า ทุกคนเอาไปทำที่บ้านหมด เอาความรู้ในโรงเรียนไปใส่ท้องนาของพ่อแม่ตัวเอง ป.๑-ป.๓ต้องเอาอย่างนี้ มีโรงเรียนไหนทำบ้างในประเทศไทย ท่านนายกสภาราชภัฎอุบลราชธานี ท่านติดอกติดใจโรงเรียนนี้มาก เวลาไปประชุมสภาไม่ไปนอนที่โรงแรมในอุบลราชธานี ไปสร้ากระต๊อบเล็กกๆ ในโรงเรียน แล้วไปนอนโรงเรียนนั้น เพราะอยากจะอยู่กับเด็กกับครูคนนั้น คราวนี้เด็ก ป.๔,๕,๖ ทำอย่างไร สอนกรีดยาง แล้วก็แปรรูปยาง ผมก็ถามเขาบอกว่า เด็กบางคนที่ไม่มีสวนยางจะสอนไปทำไม เขาก็ยิ้ม เขาบอกว่า อาจารย์ เสาร์-อาทิตย์ เขาจะได้รับจ้างกรีดยาง รู้จักทำงานทำเงิน ตั้งแต่เด็ก เด็กไทยเดี๋ยวนี้หยิบโหย่ง โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ชั้นกลาง หรือร่ำรวย ไม่ให้ทำอะไรทั้งนั้นเลย ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างเลย แล้วทัศนคติต่องานลบหมดเลย เรากำลังทำอะไรผิดๆเยอะ

๔. รัชกาลที่ ๑๐ ขอว่าระบบการศึกษา สุดท้ายต้องสร้างพลเมืองดี ต้องทำให้เด็ก เยาวชนทุกคนเป็นพลเมืองดี เป็นยังไง เห็นอะไรจะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ ไม่มีใครจ้างก็ต้องทำ มีงานวิจัยอาจารย์เกษตรที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางเหนือมีฝายเยอะ เขาทำวิจัยเปรียบเทียบสมัยก่อน ฝาย ชาวบ้านเขามีกรรมการดูแล แล้วพอฝายตื้นครบปี ราษฎรจะมาช่วยกันอาสาสมัคร มาขนทราย ขนอะไรที่อยู่ทับถมฝาย ทำให้ฝายตื้น เดี๋ยวนี้ พอไปชวนว่ามาช่วยกันฟื้นฝายหน่อย ฝายมันตื้นแล้ว ชาวบ้านก็หันมาถามว่าจะให้เขาวันละเท่าไร ถ้าไม่มีเงินมาเขาไม่ไป ทำไมกลายเป็นอย่างนี้ไปได้ ทำไมคนไทย เปลี่ยนวิธีคิดจากโบราณซึ่งดี แล้วกลับมาเห็นแก่ตัวทุกอย่างเลย แล้วทุกอย่างต้องแลกด้วยเงินหมด แล้วน้ำใจไปไหน ที่บอกเห็นแก่ส่วนรวมทำได้ยังไง ในเมื่อทุกคนอยากจะเอาเงินทั้งนั้น ต้องแลกด้วยเงินหมด โจทย์ใหญ่มากนะครับ ที่ท่านปฏิญาณไว้ ๔ ข้อ ลองไปอ่านดู ปัญหาไม่ได้อยู่ว่าจะทำอะไร ๔ ข้อ ท่านรู้หมดแล้ว ปัญหาว่าจะทำอย่างไร แต่ให้เกิดขึ้นในชุมชนของท่านให้ได้ แล้วถ้าท่านจบที่นี่ จบจากสถาบันนี้ มหาวิทยาลัยชีวิต วิชาความรู้ ครูบาอาจารย์ให้มากมาย แล้วรวมทั้งปฏิญาณตน ๔ ข้อ แล้วท่านถอดรหัสปฏิญาณตนนี้ได้ ท่านกลับไปที่ชุมชนของท่าน หน่วยงานของท่าน กลับไปบ้าน แล้วเอา ๔ ข้อ ถอดรหัส แล้วฝึก ฝึกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ให้เป็นคนมีน้ำใจ ให้เป็นพลเมืองดีให้เป็นคนที่รักส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ๔ข้อที่ท่านพูดไว้ เมื่อนั้นถ้าท่านทำได้ อุดมการณ์ของสถาบันแห่งนี้จะประสบผลสำเร็จ คือเป็นสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ปฏิญาณ ๔ ข้อ นำไปแปลงให้ได้ แล้วไปทำต่อให้สำเร็จ แล้วเมื่อนั้น ท่านจะเป็นบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ภาคภูมิใจ เพราะท่านทำได้ ท่านทำสำเร็จ

ในโอกาสสุดท้ายก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ประสบความสุข ความเจริญในครอบครัว ในอาชีพการงาน เป็นพลเมืองดี ของประเทศ แล้วก็ไปทำให้ทุกคนรอบๆตัวท่าน เป็นพลเมืองดีด้วย

 

กราบขอบพระคุณครับ

Last modified on Wednesday, 29 March 2017 15:47

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน สถาบันอุดมศึกษาเพื่อชีวิตและชุมชน เรียนรู้เพื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรี
และมีกินในท้องถิ่นตน สู่ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง

Top Tweets

ขอเชิญบำบัดโรคด้วยผึ้ง 23-24 มิ.ย. 2560 https://t.co/RQuwpICIuX
ศรป.สุโขทัย ได้จัดให้มีการเรียนรวม ภาคการศึกษาที่ 3/2559 ณ โรงแรมไพลินสุโขทัย มี นศ. และอาจารย์มาเข้าร่วมกิจกรรม 24… https://t.co/yNz2CTETW8
นักศึกษา ม.ชีวิต ปากช่องร่วมกับหน่วยงานราชการ ปลูกหญ้าแฝกถวายในหลวง ร.๙ พร้อมประชาสัมพันธ์รับสมัครนักศึกษาใหม่ https://t.co/Vvy1c4hgpo

จดหมายข่าว ม.ชีวิต

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว!

  

  • เกษตรอินทรีย์ ม.ชีวิต

ติดต่อเรา

 สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน
เลขที่ 13/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบางคนที อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม 75120
034 757 452 - 9   แผนที่เดินทาง (google map)
 034 757 460

For using special positions

Special positions are: sticky_left, sticky_right, notice, tool_bottom. You can use them for any module type. For using this, please go to Module Manager and config your module to your desired position.

You can disable by:

  • Go to Administrator » Template Manager » Your_Template » Tab: Advanced » Use special positions » select: No for all special positions
  • Go to Administrator » Module magager » Your_Module(by postion: sticky_left/stickey_right/notice/tool_bottom) » Status: Unpublish for that module

For customize module in special position

The solution is using Module Class Suffix. You can customize button, module content follow Module Class Suffix

E.g. Module Class Suffix: bg-white @bullhorn then:
- Class of buttom is 'ico-bullhorn'. If without @... the default is 'icon-pushpin'
- Class of module is 'bg-white'

Template Settings

Color

For each color, the params below will give default values
Blue Brown Green Pink Violet
Layout Style
Select menu