Black Ribbon

ประวัติความเป็นมาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

 

“ที่มาของมหาวิทยาลัยชีวิต คือ ชุมชน

การก่อตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนไม่ได้มีเป้าหมายในตัวมันเอง

แต่เพื่อขยายงาน ‘ชุมชนเข้มแข็ง’ เข้าไปสู่สถาบันอุดมศึกษา”

 

เสรี พงศ์พิศ

 

          ก่อนที่มูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสวช.) จะยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งสถาบันการศึกษาในปี ๒๕๕๑ และได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้จัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในชื่อ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ สสวช.ได้ทำ “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” ร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งมาก่อนตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ โดยร่วมกันทำหลักสูตรสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ที่มีผู้เรียนทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทอยู่ในมหาวิทยาลัยเหล่านั้นทั่วประเทศเกือบหมื่นคน

          สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนไม่ได้มีความเป็นมาย้อนหลังไปแค่เพียงช่วงทำโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตร่วมกันมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่กล่าวมาเท่านั้น แต่ “รากเหง้า” ของสถาบันนี้นับย้อนหลังไปได้หลายสิบปีก่อนหน้านั้น ดังจะเห็นได้จากหลักสูตรของสถาบันที่มีวิชาเรียนต่างจากวิชาในหลักสูตรพัฒนาชุมชนของสถาบันอุดมศึกษาอื่นอย่างสิ้นเชิง (ยกเว้นสถาบันที่ร่วมในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต) เนื้อหาวิชาของสถาบันฯ สะท้อนความรู้และประสบการณ์ของชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ ที่เป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาต่างๆ ของชุมชนตนจนพึ่งพาตนเองได้ และช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเครือข่ายได้ เป็นชุมชนที่พ้นจากกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบพึ่งพาคนนอก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือเอกชน ผ่านการเรียนรู้ของคนในชุมชน

          คณะผู้ก่อตั้งสถาบันฯ ได้ร่วมเรียนรู้กับชุมชนเหล่านั้นมากว่า ๓๐ ปี แล้วประมวลความรู้และประสบการณ์จากการร่วมเรียนรู้นั้นขึ้นมาเป็นหลักสูตรและวิชาต่างๆ ให้นักศึกษาเรียน การร่วมเรียนรู้กับชุมชนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๒๕๒๐ ที่คนทำงานด้านการพัฒนาชุมชนกลุ่มหนึ่งเริ่มปฏิเสธแนวทางการทำงานแบบสังคมสงเคราะห์ และแนวทางการพัฒนาซึ่งเน้นแต่ด้านเศรษฐกิจที่มุ่งการเพิ่มรายได้ การฝึกอาชีพอย่างที่ทำๆ กันมาก่อนหน้านั้น แต่เชื่อในแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับมิติทางวัฒนธรรมของชุมชน ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เชื่อว่าวัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการพัฒนา เป็นชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชนที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง นั่นคือ เป็นตัวของตัวเอง ในท่ามกลางการปะทะกันของวัฒนธรรมสองกระแส คือวัฒนธรรมชุมชนกับวัฒนธรรมภายนอก โดยมีคุณบำรุง บุญปัญญา นักพัฒนาอาวุโส เป็นผู้นำคนสำคัญ นอกจากนั้นก็มีผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่นำเสนอแนวคิด
“พึ่งตนเอง” และ “การเรียนรู้”

          ผู้ใหญ่วิบูลย์ เป็นตัวอย่างของผู้ “ชูธง” การพึ่งตนเองขึ้นจากการยืนหยัดทำ “วนเกษตร” ในพื้นที่ ๙ ไร่ ที่เหลืออยู่หลังจากขายที่ดินกว่า ๒๐๐ ไร่ ใช้หนี้ที่เกิดจากการทำเกษตรพืชเดี่ยวสนองตลาด ท่านเป็นผู้ให้คำจำกัดความคำ “การพึ่งตนเอง” ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี พงศ์พิศ นำมาใช้ในหนังสือ “ร้อยคำที่ควรรู้” ที่นักศึกษาของสถาบันทั้งระดับ ป.ตรี และ ป.โท ต้องอ่าน

 

“การพึ่งตนเอง หมายถึง การมีสวัสดิการและความมั่นคงในชีวิตในปัจจุบันถึงอนาคต

สวัสดิการที่พร้อมตอบสนองเราทันที โดยที่เราไม่ต้องไปเรียกให้ใครมาจัดสวัสดิการให้ หรือให้ใครมา

ช่วยเหลือ...การพึ่งตนเองเป็นสภาวะอิสระ...มีความสมดุล ความพอดีในชีวิต เป็นสภาวะทางกายที่

สอดคล้องกับสภาวะทางจิตที่เป็นอิสร มีความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ มีสิ่งจำเป็นปัจจัยสี่พอเพียง เป็นความพร้อมของชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจ”

วิบูลย์ เข็มเฉลิม

          ห้องสมุดของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนที่สมุทรสงครามจึงชื่อ ห้องสมุดวิบูลย์ เข็มเฉลิม เพื่อเป็นเกียรติแก่นักเรียนรู้ท่านนี้

          คณะผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิหมู่บ้านในปี ๒๕๓๑ (ซึ่งเป็นภาคีหนึ่งในการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในปี ๒๕๔๕) ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมในกลุ่มนี้อย่างแข็งขัน การทำงานของมูลนิธิหมู่บ้านจึงเน้นการเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน มีการออกตระเวนไปทั่วประเทศเพื่อค้นหา “ปราชญ์ชาวบ้าน” และ “ผู้รู้ในท้องถิ่น” โดยผู้ใหญ่วิบูลย์ซึ่งเป็นกรรมการมูลนิธิหมู่บ้านคนหนึ่งได้ร่วมเดินทางไปด้วยหลายครั้ง มูลนิธินำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจัดทำเป็นฐานข้อมูลปราชญ์ชาวบ้านและผู้รู้ในท้องถิ่น ที่นอกจากจะใช้ในงานของมูลนิธิเองแล้ว ยังมีองค์กรพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากมาขอใช้ข้อมูล กระทั่งมีมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งออกข้อสอบว่า หากจะหาข้อมูลปราชญ์ชาวบ้าน จะไปหาได้จากหน่วยงานใด และคำเฉลยก็คือ มูลนิธิหมู่บ้าน

         มูลนิธิหมู่บ้านได้ส่งเสริมและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างปราชญ์ชาวบ้าน จนเกิดเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านขึ้นในภาคต่างๆ เช่น เครือข่ายหมอยาพื้นบ้านอิสาน เครือข่ายอุ้มชูไทอิสาน (ที่มีพ่อจารย์บัวศรี ศรีสูง เป็นผู้นำ ชื่อของท่านได้รับการนำมาตั้งเป็นชื่อห้องประชุมห้องหนึ่งที่สถาบันด้วย) เครือข่ายอินแปง ของชุมชนรอบภูพาน (ชื่อเครือข่ายนี้ พ่อจารย์บัวศรี เป็นผู้ตั้งให้ หมายถึง พระอินทร์สร้าง) เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ และเครือข่ายยมนา (ยาง - ไม้ผล - นา) ในภาคใต้ เครือข่ายพิทักษ์ป่าของพระภิกษุ ในภาคเหนือที่มีท่านพระครูพิทักษ์นันทคุณเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ (ห้องประชุมห้องหนึ่งที่สถาบันจึงชื่อห้องพิทักษ์นันทคุณ)

          งานวิจัยชุมชนของมูลนิธิหมู่บ้านเป็นที่รู้จักในวงการพัฒนาทั้งของรัฐและเอกชนทั่วไป ได้แก่ งานวิจัย “จากไพร่หนีนายถึงธนาคารแห่งขุนเขา” ที่นำเสนอเรื่องราวของคีรีวง หมู่บ้านในหุบเขาหลวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช (สถาบันได้นำชื่อ ตรีวุธ พาระพัฒน์ “นายธนาคารชุมชน” ของคีรีวง มาเป็นชื่อห้องทำงานห้องหนึ่งในสำนักงานสถาบัน) งานวิจัย “ชาวนาลุ่มน้ำชี” ที่ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่นงานวิจัย “ไขประตูดอย” ซึ่งทำที่หางดง จ.เชียงใหม่ งานวิจัยเหล่านี้ประสานข้อมูล “ภายนอก” กับข้อมูล “ภายใน” ชุมชน ระหว่างข้อมูลประวัติศาสตร์ พงศาวดาร กับข้อมูลบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน รวมทั้งข้อมูลทรัพยากรในชุมชน และพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของชุมชน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
ของชุมชน (PAR) ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการสู่ “ประชาพิจัย” หรือการทำวิจัยและพัฒนาโดยประชาชน (PR&D) ประชาพิจัยคือเครื่องมือสำคัญในการทำ “แผนแม่บทชุมชน” อันเป็นนวัตกรรมสำคัญของมูลนิธิหมู่บ้านร่วมกับเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ

          การค้นพบ “การเรียนรู้” ทำให้ “ชุมชนเข้มแข็ง” ของชาวตำบลไม้เรียง ที่นำโดยประยงค์ รณรงค์ ที่ร่วมกับชาวบ้านเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหายาง โดยส่งคนเข้าไปทำงานในโรงงานแปรรูปยาง เพื่อนำความรู้ที่ได้กลับมาระดมทุนกันเองของชาวบ้านไม้เรียง สร้างโรงงานแปรรูปยางขนาดเล็กของตนเอง โดยไม่ได้พึ่งทุนจากภายนอก แม้แต่จาก ธ.ก.ส. โรงแปรรูปยางขนาดเล็กของไม้เรียงเป็นต้นแบบสำคัญอันหนึ่งของแนวคิดการทำ “วิสาหกิจชุมชน” ที่ส่งผลให้เกิดสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในเวลาต่อมา

          ห้องประชุมใหญ่ของสถาบันที่ อ.บางคนที จึงชื่อ “ห้องประชุมประยงค์ รณรงค์” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ท่าน ประยงค์ รณรงค์ ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในปี ๒๕๔๗

          “ร้อยละ ๘๐ ของสิ่งที่เรากินเราใช้ในหมู่บ้าน เราทำเองได้หมด แต่เรามักไม่ทำ ก้มหน้าก้มตาหาเงินไปซื้อหมด ไม่พอ ยังไปกู้เขามาซื้ออีก จนเป็นหนี้เป็นสิน...พวกเราเกษตรกรทำอะไรมักล้มเหลวเพราะเราทำโดยไม่มีความรู้จริง”

ประยงค์ รณรงค์

            มูลนิธิหมู่บ้านมีภารกิจ ๓ ประการ คือ
          ๑. ประสานงานให้เกิดกระบวนการเรียนรู้
          ๒.ประสานให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และ
          ๓.ประสานให้เกิดเครือข่าย มูลนิธิจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนายุคใหม่ที่ไม่ได้ “เอาเงินนำหน้า ปัญญาตามหลัง” แต่
             เอาพลังชุมชน พลังท้องถิ่น พลังปัญญาเป็นตัวนำ ใช้การเรียนรู้เป็นวิธีการและเครื่องมือเพื่อการพึ่งพาตนเองของชุมชน

          แผนแม่บทชุมชน เป็นนวัตกรรมที่มูลนิธิหมู่บ้านพัฒนาขึ้นมาจากการสังเคราะห์ประสบการณ์การทำงานกับชุมชน ได้สรุปบทเรียนจากกระบวนการ วิธีการ เครื่องมือที่ชุมชนใช้ในการเรียนรู้ และเสนอรูปแบบการทำแผนแม่บทชุมชนที่มีเนื้อหา วิธีการ และขั้นตอนการดำเนินการที่ชัดเจน และได้พิสูจน์โดยชุมชนแล้วว่ามีประสิทธิภาพ จนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ “ยืม” ไปใช้กับบางประเทศในแอฟริกาและละตินอเมริกา รวมทั้งสำนักงานพัฒนาแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNDP) ได้ขอให้ รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี พงศ์พิศ (ประธานกรรมการมูลนิธิหมู่บ้านและอธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน) เขียนเรื่องเครื่องมือนี้เป็นภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก

 “ระบบเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยถ้าหากไม่มี “ข้อมูล - ความรู้ - แผนแม่บทชุมชน”

จะได้ก็แต่โครงการเดี่ยวๆ ที่คิดกันเขียนกันขึ้นมาเฉพาะหน้า หรือไปลอกคนอื่นมาเพื่อไปของบ

โครงการนั้นทำง่ายเพราะเพียงมีงบประมาณก็ทำได้ แต่ระบบทำยาก เพราะต้องใช้ความรู้ ใช้ปัญญา”

เสรี พงศ์พิศ

          การเกิดขึ้นของแผนแม่บทชุมชน ระบบเศรษฐกิจชุมชน และวิสาหกิจชุมชน ทำให้เกิด “สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน” (สสวช.) ในเวลาต่อมา

          หลังจากที่ สสวช.ทำงานมาได้ ๒ - ๓ ปี เกิดความคิดว่า ถ้าอยากจะเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับวิสาหกิจชุมชน เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง การทำแผนแม่บทชุมชน และประสบการณ์ดีๆ จากท้องถิ่นให้กว้างไกลกว่าเครือข่ายเดิมๆ ก็น่าจะพิจารณาอีกช่องทางหนึ่ง คือ สถาบันอุดมศึกษา แต่ยังไม่ใช่การตั้งสถาบันการศึกษาเอง เพียงพัฒนาหลักสูตร แล้วนำไปเสนอความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ จึงได้มีการร่างหลักสูตรขึ้นมาชื่อว่า “สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” โดยนำความรู้และประสบการณ์จากการทำงานพัฒนาของมูลนิธิหมู่บ้านมาเป็นเนื้อหาสาระของ “วิชา” ต่างๆ เช่น กระบวนทัศน์พัฒนา ภูมิปัญญาชาวบ้าน แผนแม่บทชุมชน กองทุนชุมชน วิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายชุมชน และตั้งชื่อโครงการนำความรู้นี้เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาว่า “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต”

          สถาบันอุดมศึกษาแรกที่ สสวช.เชิญชวนร่วมมือกันดำเนินงานหลักสูตรนี้ในปีการศึกษา ๒๕๔๘ คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีผู้เรียนทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทประมาณพันกว่าคนทั่วประเทศ แต่ทำงานร่วมกันได้เพียงเทอมเศษ มหาวิทยาลัยรามคำแหงขอดำเนินการบริหารหลักสูตรเองทั้งหมด สสวช. จึงต้องหาภาคีใหม่เป็นสถาบันราชภัฏหลายแห่ง ผู้เรียนส่วนหนึ่งตาม สสวช.ไปเรียนกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ อีกส่วนหนึ่งเรียนต่อกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง

          การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่งทำด้วยกันได้ดี บางแห่งก็ทำด้วยกันได้ไม่ดี มีแนวคิดและวิธีบริหารโครงการแตกต่างกัน รวมทั้งในบางแห่งไม่ได้รับความร่วมมือในการฝึกอบรมอาจารย์ มีอาจารย์หลายคนที่เคยชินกับการสอนตามความเคยชินเดิมในแบบกระแสหลัก มีผู้ถนัดการสอนมากกว่าผู้ถนัดการจัดกระบวนการเรียนรู้ ทำให้มีการสอนมากกว่าการเรียน

          ต่อมา คณะกรรมการ สสวช.มีมติให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเพื่อดำเนินการโครงการมหาวิทยาลัยเองเพราะเชื่อว่าปัญหาและข้อจำกัดหลักๆ คงแก้ไขไม่ได้

          จะเห็นได้ว่า ไม่มีใครใน สสวช.ต้องการตั้งสถาบันอุดมศึกษาขึ้นมาตั้งแต่ต้น ที่ตัดสินใจก่อตั้งเพราะวัตถุประสงค์ของสถาบันการศึกษากระแสหลักแตกต่างกับวัตถุประสงค์ของโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตสถาบันอุดมศึกษากระแสหลักมุ่งผลิตบัณฑิตเพื่อเป็นนักวิชาชีพชั้นสูงเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในขณะที่โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตมุ่งจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตของผู้เรียนและเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ประกอบกับในขณะนั้นมีกระแสปฏิรูปการศึกษา จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะตั้งสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดนี้เพื่อสร้างตัวแบบและมาตรฐานเทียบเคียง (benchmark) ของการอุดมศึกษาสำหรับเพื่อพัฒนาชีวิตและชุมชนในท้องถิ่นตน เรียนแล้วไม่ “ทิ้งถิ่น” เรียนแล้วชีวิตดีขึ้นทันทีตั้งแต่ระหว่างเรียน เรียนแล้วสามารถอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีกิน และมีความสุขอยู่ในท้องถิ่นตนได้ ช่วยเหลือคนอื่นได้ และสามารถเป็นผู้นำการพัฒนาท้องถิ่นตน

          การตัดสินใจตั้งสถาบันอุดมศึกษาของตนเองเพราะเชื่อว่า วิธีการทำงานผ่านสถาบันการศึกษาเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เป็นการเสนอทางเลือกใหม่ให้คนในชุมชนได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงระดับอุดมศึกษาในรูปแบบ เนื้อหา และกระบวนการที่แตกต่างไปจากที่มีอยู่ทั่วไป

          เป็นการขยาย “ขอบฟ้า” หรือ “พรมแดน” การทำงานที่มีเป้าหมายที่ผู้นำชุมชน สมาชิกในชุมชนที่สถาบันเป็นผู้จัดการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการอีกแบบหนึ่งเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ขยายฐานออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด นั่นคือ ไม่จำกัดอยู่แต่ในแวดวงพัฒนาเท่านั้น แต่ขยายไปสู่ทุกคนจากทุกสาขาอาชีพ ที่สนใจอยากเรียนรู้ อยากได้ปริญญา ซึ่งเป็นฐานที่กว้างกว่าเดิมมาก อีกทั้งยังเป็นฐานที่พร้อมที่จะ “ลงทุน” เองไม่ใช่รอให้ใครหาทุนให้ เป็นคนที่ “วิ่ง” มาหาสถาบัน ไม่ใช่สถาบัน “วิ่ง” ไปหาเขาเป็นคนในท้องถิ่น ไม่จำกัดเพศ วัย สถานภาพ ที่มีศักยภาพที่จะเรียนระดับอุดมศึกษา อยากเรียนรู้ มีเวลา มีทุนเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

          คนส่วนใหญ่ที่สนใจมาเรียน ตั้งแต่เริ่มต้นกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนถึงก่อนการก่อตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ที่มีจำนวนกว่า ๙,๔๐๐ คนนั้น ส่วนใหญ่มีความมุ่งหมายเบื้องต้น คือ การศึกษาเพื่อให้ได้ปริญญา ตัดสินใจเรียนเพราะอยู่ใกล้บ้าน เพราะเป็นการศึกษาผู้ใหญ่ มีเพื่อนที่เป็นผู้ใหญ่ไปเรียนด้วยกันเข้าใจว่าน่าจะเรียนง่ายกว่าเพราะเห็นว่าเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง

          ทั้งหมดเป็นเหตุผล เป็นแรงจูงใจของผู้เรียนที่ไม่ใช่เรื่องผิดความคาดหมาย การจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเช่นนี้จึงคล้ายกับการจัดยาให้เด็กสามารถกินได้ เป็นยาที่ผสมน้ำเชื่อมรสหวานให้กลืนง่าย ไม่ใช่ขมมากจนปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เข้าปาก ด้วยเหตุนี้ นักศึกษาจำนวนมากที่ได้กินยานี้แล้วมีอาการดีขึ้น ได้รับอานิสงส์ของการศึกษาทางเลือกนี้ ได้เข้าใจชีวิต จัดการชีวิตตนเองได้สมดุลลงตัวขึ้น จัดการปัญหาที่มีอยู่ให้น้อยลงหรือหมดไป แม้จะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้กับทุกคน แต่ก็ทำให้เชื่อมั่นว่า การก่อตั้งสถาบันอุดมศึกษานี้ไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่ผิด

          อย่างไรก็ดี การขอจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนก็พบปัญหาและข้อจำกัดเรื่องความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและคณะกรรมการชุดต่างๆ ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ยึดถือกฏระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ จึงทำให้ต้องใช้เวลานานเกือบ ๓ ปี กว่าจะได้รับอนุมัติให้เปิดดำเนินการได้เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓

          เมื่อได้รับการอนุมัติแล้วก็ยังไม่สิ้นสุดปัญหา เพราะยังมีกฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติตาม แม้จะไม่เห็นด้วย แม้จะไม่เหมาะไม่เข้ากับกระบวนทัศน์การศึกษาใหม่ สถาบันจำใจต้องดำเนินการไปก่อน แล้วค่อยหาวิธีที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดวิธีปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ต่อไป

          สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนเกิดขึ้นในยุคของความพยายามที่จะ “บูรณาการ” การทำงาน หรือการผสานให้เป็นหนึ่งเดียวระหว่างการเรียนรู้กับชีวิตจริง การศึกษากับการพัฒนา ไม่แยกเป็นเรื่องๆ อย่างๆ หรือเป็นแบบกลไก แต่เป็นระบบชีวิตที่ทุกส่วนสัมพันธ์กัน เช่นเดียวกับประสบการณ์ของชุมชนอันเป็นที่มาของสถาบันแห่งนี้ ซึ่งได้แสดงให้เห็นตลอดมาว่า การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาตนเองนั้นควรทำอย่างไร ด้วยเหตุนี้ คำและวลีหลักๆ ของสถาบันแห่งนี้จึงมาจากประสบการณ์ของชุมชน เช่น “เรียนด้วยการเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง” “เรียนรู้เพื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนเอง” “เรียนแล้วช่วยตนเองได้ ช่วยคนอื่นได้” “การเรียนไม่ใช่การเสพความรู้ แต่เป็นการสร้างความรู้” หรือที่เรียกกันว่า “ความรู้มือหนึ่ง”

          การเรียนเช่นนี้จะทำให้เกิดผู้นำทางปัญญา อย่างที่อันโตนิโอ กรัมชีเรียกว่า “ปัญญาชนชาวบ้าน”  (organic intellectual) หรือปัญญาชนที่เกิดจากท้องถิ่นของตนเอง ไม่ใช่ปัญญาชนคนนอกท้องถิ่นที่เข้าไปช่วยชุมชน

          คำว่า organic intellectual มาพร้อมกับคำว่า hegemony ซึ่งหมายถึงการครอบงำของอำนาจนำของคนที่เหนือกว่าในสังคม เป็นการครอบงำเชิงวัฒนธรรม ก่อให้เกิดค่านิยมยอมรับสิ่งที่ฝ่ายที่มีอำนาจเป็นผู้กำหนดแบบไม่มีการโต้เถียงหรือขัดขืน

          การจัดการศึกษาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจึงมุ่งมั่นที่จะช่วยให้เกิดการปลดปล่อยจากการครอบงำ (emancipation) และทำให้ชุมชนเข้มแข็ง (empowerment) ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คนที่เรียนได้ปริญญาแล้วไปหางานทำ

          การปลดปล่อยจากการครอบงำ คือ การที่ผู้เรียนคิดเป็น ตัดสินใจเป็น และเลือกเป็น สามารถจัดการชีวิต จัดการทรัพยากร จัดการครอบครัวและช่วยเหลือชุมชนได้ ซึ่งควรจะทำได้ตั้งแต่ขณะที่เรียน เช่น คนที่เป็นหนี้สามารถเรียนรู้การจัดการหนี้ให้ลดลงและอยู่ภายใต้การควบคุมของตน หรือสามารถจัดการได้ ซึ่งก่อนที่จะมาเรียนนั้นไม่รู้ว่าจะจัดการกับหนี้สินอย่างไร จะจัดการกับชีวิตอย่างไร ชีวิตไม่ลงตัว ไม่รู้เป้าหมายอยู่อย่างไม่มีแบบไม่มีแผน อยู่ไปวันๆ

          สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อชุมชนตามพื้นฐาน ภูมิหลัง และความเป็นมาของสถาบัน จึงเชื่อมโยงการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชน และเชื่อมโยงการศึกษากับการพัฒนาเหมือนสองหน้าของเหรียญเดียว

          ประสบการณ์ของชุมชนที่เข้มแข็งอย่างอินแปง ไม้เรียง และที่อื่นๆ ทำให้เห็นว่า ในชุมชนมี “คน - ความรู้ - ทรัพยากร” แต่ขาดการเรียนรู้ การจัดการ การพัฒนา ถ้าหากมี ๓ สิ่งนี้ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนในชุมชน
๑. รอด (หลุดพ้นจากหนี้สิน จากความยากจน) ๒. พอเพียง (มีอยู่มีกิน
และมีระบบที่เป็นหลักประกัน) ๓. มั่นคงยั่งยืน (มีเครือข่าย มีภูมิคุ้มกัน สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกหรือโลกาภิวัตน์ได้

          การเรียนรู้ที่นำไปสู่ความเป็นไท และสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน เป็นกระบวนการที่ได้พัฒนามายาวนานและได้ตกผลึกเป็นระบบความรู้ที่สะท้อนให้เห็นในการดำเนินงานต่างๆ ที่ได้กลายมาเป็นวิชาต่างๆ ของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

          วิชากระบวนทัศน์พัฒนา ที่นักศึกษาเรียนรู้ว่า ตนเป็นใคร มาจากไหน จะไปไหน รากเหง้าของตนเองเป็นใคร ชุมชนพัฒนามาจากไหน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นอย่างไร เพราะ “คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต” “คนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย”  “เรียนรู้อดีตเพื่อกำหนดอนาคต”  “เชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต” ล้วนเป็นวลีที่สะท้อนแนวคิดเรื่องการเรียนรู้เพื่อปรับจุดยืนของผู้เรียน และตั้งหลักเพื่อจะได้เดินหน้าไปอย่างมั่นคงกว่าเดิม

          วิชาเศรษฐกิจพอเพียง วิชาภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็เช่นเดียวกัน ทำให้คนได้ถอยหลังไปตั้งหลัก เพื่อจะได้เดินหน้า ไม่ใช่ถอยหลังลงคลองเหมือนที่หลายคนเข้าใจผิด เช่นเดียวกับการ “คืนสู่รากเหง้า” ที่ไม่ได้หมายถึงการคืนสู่อดีต หรือหลงอดีต แต่เป็นการคืนไปค้นหาคุณค่าที่ดีงาม เพื่อนำมาปรับประยุกต์ให้สมสมัย ให้เป็นพื้นฐานชีวิตของคนวันนี้

          วิชาแผนแม่บทชุมชน วิสาหกิจชุมชน กองทุนชุมชน เครือข่ายชุมชน ก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งวิชาทั้งหมดไม่ได้แยกเป็นวิชาๆ แต่สัมพันธ์กัน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินงานที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เอาชุมชนเป็นตัวตั้งนั้น ก่อให้เกิดการผนึกพลัง เกิดพลังคูณ ไม่ใช่พลังบวกทั้งนี้เพราะมาจากการทำงานแบบเครือข่าย แบบภาคีที่เท่าเทียม เคารพในศักยภาพของกันและกัน ทำให้เกิดการดึงเอาศักยภาพชุมชนออกมา

          การเรียนรู้วิชาเหล่านี้เน้นการปฏิบัติ ทำโครงงาน นำเสนอในห้องเรียนต่ออาจารย์และเพื่อนนักศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติตลอดภาคเรียน นำกลับมาเสนออีกในปลายภาค เพื่อช่วยกันประเมินว่าได้ผลเป็นเช่นไร

          หัวใจสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ คือ คุณภาพของการเรียน การฝึกอบรมอาจารย์ทุกภาคเรียนจึงเป็นเรื่องหลักที่สถาบันดำเนินการ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจารย์ส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยกับการสอนแบบเดิม บางคนสอนแบบเดิมมา ๓๐ - ๔๐ ปี ด้วยเหตุนี้ นอกจากการฝึกอบรมอาจารย์แล้ว การเปิดหลักสูตรปริญญาโทก็เป็นอีกวิธีหนึ่งเพื่อพัฒนาอาจารย์ของสถาบัน แม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เรียนปริญญาโทจะเป็นอาจารย์ แต่ถ้าได้จำนวนหนึ่งก็นับว่าดี โดยเฉพาะคนที่เรียนในหลักสูตรนี้มาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาโท

          เมื่อครั้งก่อตั้งสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ที่ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ) ได้จัดการเรียนรู้ในรูปแบบการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย และก็ยังดำเนินการอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เช่น มีหลักสูตรระยะสั้น “แก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งทำนำร่องร่วมกับ ธ.ก.ส. และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วขยายผล โครงการนี้ ให้ชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น ๓๐ คน มาเรียนรู้สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา ๖ เดือน เรียนแล้วปฏิบัติ รวมทั้งไปศึกษาดูงาน พวกเขาทำแผน ๔ แผน คือ แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ ซึ่งประเมินแล้วได้ผลดี เพราะคนเราเมื่อจัดการชีวิตอย่างมีแบบมีแผนลงตัวได้เมื่อไร ชีวิตก็เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

          ต่อมาก็ได้นำแผน ๔ แผนมาใช้กับโครงการต้นกล้าอาชีพ ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นได้มอบให้ สสวช. ดำเนินการ ๑,๐๐๐ กว่ากลุ่ม มีชาวบ้านสมัครเข้าร่วมมากกว่า ๕๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ และประเมินแล้วว่าได้ผลดี เพราะโครงการนี้ไม่ได้อบรมเรื่องอาชีพอย่างเดียว แต่ให้ความรู้ สร้างปัญญา ให้ทุน และให้ฝึกทักษะในการจัดการชีวิตและอาชีพ

          มีการนำแผนทั้ง ๔ มาใช้ในการเรียนรู้ของชุมชน ๕๐ เขตของ กทม.ในโครงการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ปปส.) เพื่อทำให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกันจากการแพร่ระบาดของยาเสพติด และมีการขยายผลดำเนินการไปทั่วประเทศ

          ที่สำคัญ หลักสูตรของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ไม่ว่าหลักสูตรระยะสั้นหรือระยะยาว ได้ปริญญาหรือไม่ได้ปริญญา ล้วนแต่สัมพันธ์กับชุมชน นักศึกษาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนล้วนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในชุมชนของพวกเขา โดยไม่ได้ทำแค่การไปศึกษาชุมชน ไปทำกิจกรรมในลักษณะ “แบบฝึกหัด” แต่ไปลงมือทำแผนแม่บทชุมชน ทำวิสาหกิจชุมชน ทำกองทุน ทำระบบสวัสดิการ ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม และช่วยให้ชุมชนสร้างระบบและจัดการระบบเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งตนเองให้บังเกิดขึ้นจริง

          โดยสรุป สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนเป็นสถาบันที่มีประวัติความเป็นมา ภูมิหลัง และพื้นฐานจากการทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ มายาวนานก่อนการจัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษา เป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเสนอทางเลือกใหม่ทางการศึกษาและการพัฒนาสังคมไทย เป็นสถาบันที่ไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการศึกษาให้คนจำนวนหนึ่งได้ปริญญา เป้าหมายที่แท้จริงในการตั้งสถาบันนี้ คือ เพื่อเป็นอีกหนทางหนึ่งในการทำงานเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง จึงมีคำขวัญว่า “ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง”

 

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน สถาบันอุดมศึกษาเพื่อชีวิตและชุมชน เรียนรู้เพื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรี
และมีกินในท้องถิ่นตน สู่ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง

Top Tweets

ขอเชิญบำบัดโรคด้วยผึ้ง 23-24 มิ.ย. 2560 https://t.co/RQuwpICIuX
ศรป.สุโขทัย ได้จัดให้มีการเรียนรวม ภาคการศึกษาที่ 3/2559 ณ โรงแรมไพลินสุโขทัย มี นศ. และอาจารย์มาเข้าร่วมกิจกรรม 24… https://t.co/yNz2CTETW8
นักศึกษา ม.ชีวิต ปากช่องร่วมกับหน่วยงานราชการ ปลูกหญ้าแฝกถวายในหลวง ร.๙ พร้อมประชาสัมพันธ์รับสมัครนักศึกษาใหม่ https://t.co/Vvy1c4hgpo

จดหมายข่าว ม.ชีวิต

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว!

  

  • เกษตรอินทรีย์ ม.ชีวิต

ติดต่อเรา

 สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน
เลขที่ 13/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบางคนที อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม 75120
034 757 452 - 9   แผนที่เดินทาง (google map)
 034 757 460

For using special positions

Special positions are: sticky_left, sticky_right, notice, tool_bottom. You can use them for any module type. For using this, please go to Module Manager and config your module to your desired position.

You can disable by:

  • Go to Administrator » Template Manager » Your_Template » Tab: Advanced » Use special positions » select: No for all special positions
  • Go to Administrator » Module magager » Your_Module(by postion: sticky_left/stickey_right/notice/tool_bottom) » Status: Unpublish for that module

For customize module in special position

The solution is using Module Class Suffix. You can customize button, module content follow Module Class Suffix

E.g. Module Class Suffix: bg-white @bullhorn then:
- Class of buttom is 'ico-bullhorn'. If without @... the default is 'icon-pushpin'
- Class of module is 'bg-white'

Template Settings

Color

For each color, the params below will give default values
Blue Brown Green Pink Violet
Layout Style
Select menu